หากจะพูดถึงการ์ตูนอนิเมชั่นที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติแล้วล่ะก็ ต้องนับว่ามีปรากฏให้ได้ชมน้อยมาก ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเนื้อเรื่องแนวนี้ ต้องการสื่อความสมจริงของเหตุการณ์ ที่ทำให้ผู้ชมได้อารมณ์ร่วมไปกับตัวละครในเรื่องอย่างถึงที่สุด ซึ่งอนิเมชั่นอาจจะสื่อในจุดนี้ได้ไม่ดีเท่าการใช้คนจริงแสดง แต่ว่า อนิเมชั่นเรื่องที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้ กลับตีแผ่มุมมองอื่นที่นอกเหนือจากความตื่นเต้นและความสะเทือนใจ ให้กับคนดูได้อย่างดีเยี่ยม

Tokyo Magnitude 8.0 นั้นเป็นอนิเมชั่นที่ผลิตโดย Bones ค่ายผลิตอนิเมชั่นชั้นนำที่มีชื่อในด้านการทำมูฟเม้นตัวละครได้อย่างเหนือชั้น เรื่องนี้ได้ออกฉายในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี2009 ซึ่งเรื่องนี้ยังได้รางวัลอนิเมชั่นยอดเยี่ยม จากงานประกาศผลรางวัล Japan Media Arts Festival ในปีเดียวกันด้วย

 

Tokyo Magnitude 8.0 มีจุดเริ่มต้นมาจากจินตนาการของทีมสร้าง ด้วยคำถามถึง Worst Case อันเลวร้ายที่สุดหากในอนาคตอันใกล้นี้ ได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นใจกลางกรุงโตเกียว ด้วยแรงสั่นสะเทือนระดับ8.0 ริกเตอร์ ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับตัวเมือง ระบบสาธารณูปโภค และชีวิตของพลเมืองโตเกียวกว่าสามสิบล้านคนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง วันหยุดฤดูร้อนก็ได้เริ่มต้นขึ้น อันที่จริงมันควรเป็นวันพักผ่อนอันสุดวิเศษของหลายๆ ครอบครัว ยกเว้นครอบครัวโอโนะซาวะ ที่วิถีชีวิตอันวุ่นวาย ได้ค่อยๆ แย่งเวลาอันมีค่าของครอบครัวไป ทำให้เกิดช่องว่างอันห่างเหินขึ้นระหว่างสามี-ภรรยา และพ่อ-แม่-ลูก ซึ่งคงเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปสำหรับครอบครัวในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว

โอโนะซาวะ มิไร ตัวละครเอกของเรื่องนี้ เป็นเด็กผู้หญิงชั้นมัธยมต้นปีหนึ่ง โรงเรียนสตรีริกะ โรงเรียนชั้นนำแห่งหนึ่งของโตเกียว มิไรเป็นเหมือนเด็กผู้หญิงเมืองกรุง ทั่วๆ ไปอีกนับล้านคนที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะเด็กม. ต้น และไร้เป้าหมายในชีวิตโดยสิ้นเชิง ชีวิตของเธอก็เริ่มต้นโดยการไปเรียน ทักทายเพื่อนๆ แวะเดินเที่ยวเตร็ดเตร่ตอนเลิกเรียน เมื่อกลับถึงบ้านก็ต้องฟังแต่เสียงบ่นของพ่อกับแม่ และเรื่องระหองระแหงในครอบครัวเล็กๆ น้อยๆ อยู่เป็นประจำ และเป็นแบบนี้ทุกๆ วัน โดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

 

 

โอโนะซาวะ ยูกิ น้องชายของมิไร ผู้ชอบหุ่นยนต์เป็นชีวิตจิตใจ เป็นคนเดียวที่มองเห็นรอยร้าวเล็กๆ ภายในครอบครัวที่ทุกคนไม่เคยรู้สึก เพราะเป็นเช่นนั้นยูกิจึงวางแผนที่จะชวนครอบครัวไปเที่ยวชมนิทรรศการหุ่นยนต์กันที่โอไดบะตอนช่วงปิดเทอมหน้าร้อน แต่เพราะหน้าที่การงาน สุดท้ายภาระนี้ก็ตกอยู่กับมิไร ที่ถูกแม่บังคับให้ไปเที่ยวกับน้องชายแทน... อันที่จริงความสัมพันธ์พี่น้องระหว่างยูกิกับมิไรนั้นก็ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นัก แม้ว่ายูกิจะไม่คิดอะไรกับพี่สาว แต่สำหรับมิไรแล้ว ยูกิเป็นน้องชายที่น่ารำคาญและเป็นภาระที่เธอไม่อยากจะใส่ใจเลยสักนิด

ที่โอไดบะ ยูกิตั้งใจที่จะซื้อของขวัญวันเกิดกลับไปเซอไพรซ์แม่ แม้ว่ามิไรเองจะไม่ได้อยากทำแบบนี้เท่าไหร่นัก แต่สุดท้ายก็ได้ของขวัญติดมือกลับไป ระหว่างที่จะเดินทางกลับนั้นเอง สองพี่น้องก็ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่แม้แต่ความฝันก็คงจินตนาการได้ไม่เท่า เมื่อทัศนียภาพของเมืองโอไดบะเบื้องหน้าของมิไรนั้นกำลังสั่นไหวราวกับคลื่นน้ำ และโลกทั้งใบก็ดูเหมือนว่าจะแตกออกจากกันในวินาทีนั้น

 

 

คุซาคาเบะ มาริ เป็นเพียงพนักงานส่งของทางจักรยานยนต์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง สามีของเธอได้เสียชีวิตไปและทิ้งให้เธอดูแลลูกสาวตัวเล็กๆ เพียงคนเดียว มาริเป็นคนที่มีน้ำใจและชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ และในวันนี้เธอก็มาทำธุระที่โอไดบะ และพบกับมิไรที่กำลังตามหาตัวยูกิที่หายตัวไปในตึกพิพิธภัณฑ์หลังเกิดเหตุ มาริเองได้ช่วยมิไรเอาไว้และตามหาตัวยูกิจนพบก่อนที่จะเกิดเหตุร้ายขึ้นพอดี

หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวได้สงบลง ระบบสาธารณูปโภคและระบบขนส่งเกือบทั้งหมดของกรุงโตเกียวก็กลายเป็นอัมพาต มาริจึงตัดสินใจที่จะพาทั้งมิไรและยูกิกลับไปส่งที่บ้านให้ได้ แม้ว่าในใจของเธอนั้นจะเป็นห่วงลูกสาวที่รออยู่ที่บ้านก็ตาม และเมื่อให้คำสัญญาว่าจะไม่ทิ้งกันแล้ว ทั้งสามคนจึงเริ่มต้นออกเดินทางด้วยขาของตัวเอง

 

พล็อตเรื่องของอนิเมเรื่องนี้ เป็นจินตนาการที่คาดคะเนถึงความเป็นไปได้ในอนาคตอันใกล้ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะญี่ปุ่นเอง โดยเฉพาะเมืองโตเกียวก็อยู่ในจุดเสี่ยงในการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ได้ แม้ว่าจะมีความพยายามที่จะใช้โครงสร้างที่รองรับการเกิดแผ่นดินไหวอย่างมากมายก็ตาม แต่ชาวโตเกียวกว่าสามสิบล้านคน ก็ยังใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงนี้อยู่ดี

 

การเลือกใช้สถานที่อย่างเมืองโอไดบะที่ถูกขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งอนาคตมาเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนั้น ถือว่าเป็นแนวคิดเชิงสัญลักษณ์ที่ชาญฉลาดยิ่งนัก โอไดบะเป็นเมืองที่เกิดจากการนำขยะผสมกับคอนกรีตมาถมทะเลและสร้างเป็นแผ่นดิน ซึ่งประกอบด้วยสถานที่อันเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าทางด้านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมของชาวญี่ปุ่นอยู่มากมาย เช่นสะพานเรนโบว์ เป็นต้น

 

แต่เพราะว่าไม่ใช่แผ่นดินจริง เมื่อเกิดแผ่นดิวไหวอย่างรุนแรงขึ้น ผืนดินของโอไดบะจึงไม่อาจรับแรงสั่นสะเทือนได้มากนัก ภาพของการฟังทลายของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ภายในเมืองแห่งอนาคต และสะพานเรนโบว์ ที่ขาดสะบั้นลง ในอนิเมนั้นราวกับกำลังจะสื่อว่า อนาคตส่วนหนึ่งของชาวญี่ปุ่นพร้อมกับความฝัน ความหวังได้พังทลายลงไปแล้วนั่นเอง

 

นอกจากสะพานเรนโบว์และโอไดบะแล้ว ทีมงานยังกล้าที่จะทำลายสถานที่สำคัญอีกหลายๆ อย่างในกรุงโตเกียวดั่งเช่นภาพซากปรักหักพังของหอคอยโตเกียว สัญลักษณ์อันมั่นคงของเมืองโตเกียวที่ปรากฏอยู่ในฉากเปิดของเรื่อง ผู้ชมเองเมื่อได้เห็นภาพแบบนี้ก็คงรู้สึกใจหาย และรู้สึกสะเทือนใจขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย

 

 

 

นอกเหนือจากความหดหู่และความสะเทือนใจแล้วนั้น ก็ยังมีประเด็นของความอบอุ่น ความรักและมิตรภาพอยู่ ซึ่งนับเป็นเป้าหมายหลักที่ทีมงานต้องการสื่อออกมาให้กับคนดู

อนิเมพยายามที่จะใช้การเล่าเรื่องผ่านมุมมองของคนทั้งสามที่ต้องมาอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน สองคนเป็นพี่น้องที่มักจะทะเลาะกัน ส่วนอีกคนก็เป็นผู้หญิงแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกัน ทั้งสามคนได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นเวลาสั้นๆ แต่ความผูกพันกลับมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับคนในครอบครัวเดียวกัน โดยเฉพาะมิไร ซึ่งเป็นตัวละครที่ผู้ชมจะเห็นถึงพัฒนาการของเธอได้อย่างชัดเจนที่สุด
 
 
“มิไร” นั้นแปลว่าอนาคต เป็นเรื่องน่าตลกที่แม้ว่าตัวเอกของเราจะได้ชื่ออันมีความหมายนี้ แต่มิไรเองกลับทำตัวเรื่อยเปื่อยไปวันๆ โดยไม่คิดถึงอนาคต และมองไม่เห็นความฝันของตัวเองเลยแม้แต่น้อย และถ้าไม่เกิดเหตุการณ์แผ่นดิวไหวครั้งนี้ขึ้น เธอก็คงยังเป็นมิไรคนเดิมที่ไม่เคยสนใจอะไรรอบตัวไปตลอดชีวิต
 
 
ช่วงแรกของอนิเมนั้น ผู้ชมหลายคนคงรู้สึกและคิดเหมือนกันว่ามิไรช่างเป็นตัวเอกหญิงที่น่ารำคาญ และน่าตบเป็นอย่างยิ่ง ทั้งไร้มนุษยสัมพันธ์ หยิ่งผยอง อ่อนแอ และยังงอแงไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกเยอะแยะไปหมด แน่นอนว่าหากคุณตกอยุ่ในสถานการณ์วิกฤติแบบในเรื่องแล้วยังเจอเพื่อนร่วมทางที่มีนิสัยแบบนี้อีก ก็คงต้องมีทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างแล้ว แต่เพราะความเป็นผู้ใหญ่ใจดีของมาริ และความรักพี่ของยูกิได้พิสูจน์แล้วว่าทั้งสองคนนี้ได้ประคับประคองและนำพามิไรให้ยอมเปิดหัวใจของตัวเองได้มากขึ้น
 
 
ระหว่างการเดินทางนั้น ทั้งสามคนได้พบกับผู้คนมากมายที่ต่างก็ประสบกับโศกนาฐกรรมจากภัยพิบัติในครั้งนี้แตกต่างกันไป บางคนเสียครอบครัว เสียพ่อแม่ เสียคนอันเป็นที่รักของตัวเองไป ทั้งได้พบเห็นคนที่บาดเจ็บล้มตายต่อหน้าต่อตา หรือบางครั้งก็เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ได้พบกับคนที่มีทั้งความฝันและความหวังอยู่เต็มเปี่ยมแม้ว่าชีวิตจะเจอกับความเศร้ามามากมาย ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่หล่อหลอมจิตใจของมิไร ที่จากเดิมเป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งได้เริ่มมองเห็นสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำจริงๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว และที่สำคัญคือการนำความรักความเข้าใจในครอบครัวที่เธอหลงลืมมันไปให้กลับคืนมาอีกครั้ง
 
 
แม้ว่าภัยพิบัตินั้นจะทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและชีวิตของผู้คนอย่างมหาศาล เป็นสิ่งเลวร้ายที่ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้น แต่ท่ามกลางความเลวร้ายนั้น บางครั้งก็กลับทำให้ผู้คนที่ในยามปกติต่างก็หมางเมินและห่างเหินกัน ได้กลับมาหันหน้าเข้าหากัน พูดคุย ร่วมมือ แบ่งปัน และเข้าใจซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น
 
 
เมืองที่พังทลายนั้น ซักวันก็ย่อมที่จะบูรณะฟื้นฟูให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ความสัมพันธ์ที่แตกร้าวเองก็เช่นกัน หากปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องเยียวยาแล้วล่ะก็ สักวันหนึ่งก็ย่อมต้องกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อย่างแน่นอน

 

 

 

อนิเมเรื่องนี้ฉายในปี2009 หลังจากนั้นอีกสองปีต่อมา ในวันที่11 มีนาคม 2011 ก็ได้เกิดภัยพิบัติแผ่นดิวไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์ นอกชายฝั่งญี่ปุ่น นับเป็นแผ่นดิวไหวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น และยังเกิดคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มชายฝั่งด้านตะวันออกอีกด้วย เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตราว15,000 ราย บาดเจ็บและสูญหายอีกนับหมื่นราย เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่สุดของญี่ปุ่น นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา

หากนับจากวันที่ผมได้เขียนบทความนี้ ก็ผ่านไปเกือยหนึ่งปีแล้ว แต่ร่องรอยของความสูญเสียก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ ทั้งทางกายภาพ และลึกลงไปในความทรงจำอันเจ็บปวด ทว่า... แม้จะเป็นเช่นนั้นชาวญี่ปุ่นทุกคนก็ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศของตนเองต่อไปอย่างกล้าหาญและเข้มแข็ง

 

ดังนั้นหาก8.0ริกเตอร์ แห่งจินตนาการจะเกิดขึ้นจริงล่ะก็ ผมเชื่อมั่นจากหัวใจว่าชาวญี่ปุ่นจะต้องผ่านพ้นมันไปได้ด้วยพลังของพวกเขา...

 

 

Comment

Comment:

Tweet