Diebuster Generation

Diebuster หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Top o Nerae! 2 เป็นซีรี่ย์OVA ที่มีจำนวนตอน6ตอน ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ20ปี Gainax

โนโน่ สาวชาวบ้านธรรมดาๆคนหนึ่งจากหมูบ้านชนบทบนดาวอังคารที่มีความไฝ่ฝันอยากเป็นไพลอต ด้วยความทะเยอทะยานนั้นเองทำให้เธอตัดสินใจหนีออกจากบ้าน มุ่งเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อที่จะทำความฝันให้เป็นจริง
แต่ว่า... จุดเริ่มต้นความฝันของโนโน่นั้นคือการทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟใช้หนี้ที่ทำข้าวของในร้านพังไปวันๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง โชคชะตาได้นำให้มาพบกับลาร์ค ทอปเลสผู้ขับบัสเตอร์แมชชีนที่โนโน่ไฝ่ฝันมาตลอด
และโชคชะตานั้นเองที่ทำให้โนโน่ได้เข้าสู่สมรภูมิรบครั้งแรกของเธอกับสัตว์ประหลาดอวกาศที่ลงมาบุกรุกถึงผืนแผ่นดิน

ในขณะที่ฝ่ายสัตว์ประหลาดกำลังเสียเปรียบ มันก็คิดจะหนีออกสู่นอกโลกโดยมีโนโน่ห้อยพ่วงไปด้วย
ลาร์คคิดจะตามขึ้นไปเพื่อช่วย แต่ทว่าบัสเตอร์แมชชีนดิส-เนิร์ฟกลับปฏิเสธเจตจำนงค์ของเธอ และผลจากการพุ่งสู่ชั้นบรรยากาศโลกอย่างรวดเร็วทำให้ร่างของโนโน่ไหม้เกรียมเป็นตอตะโก
ลาร์คที่กำลังเสียใจอยู่นั้นก็ทุ่มกำลังเต็มที่เพื่อโค่นเจ้าสัตว์ประหลาดลงให้ได้ด้วยยุทโธปกรทุกอย่างที่มี
ทว่า... ในระหว่างที่สู้กันอยู่นอกโลกนั้นเอง ร่างที่น่าจะตายไปแล้วของโนโน่ก็กลับลุกขึ้นมาและพุ่งเข้าใส่เจ้าสัตว์ประหลาด พร้อมกับใช้ลูกเตะสายฟ้าในตำนานเตะเจ้าสัตว์ประหลาดอวกาศจนบาดเจ็บ ลาร์คจึงใช้โอกาสที่จะปลิดชีพมันลงด้วยบัสเตอร์บีม
การต่อสู้จบลง ทิ้งไว้เพียงปริศนาว่าทำไมโนโน่ถึงไม่ตาย...

สถานีดาวเทียมเมก้าเนบิวล่า อันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ฟราเธอนิตี้ ที่พักอาศัยของเหล่าทอปเลส
ลาร์คได้ตัดสินใจพาโนโน่ที่ไร้ทางไปมายังที่นี่เพื่อเป็นนักบินฝึกหัด ทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วโนโน่นั่นคือหุ่นยนต์ในรูปแบบมนุษย์นั่นเอง ที่นี่ โนโน่ได้พบกับทีมไอด้อลอีกสองคนคือนิโคล่า ไพลอตของบัสเตอร์แมชชีน#27 และคาซิโอ ช่างซ่อมบำรุงซึ่งเป็นอดีตไพลอตของดิส-เนิร์ฟ โดยนิโคล่านั้นดูจะมีความสนใจในตัวโนโน่และพลังของเธอเป็นพิเศษ ในระหว่างนั้นเอง ลาร์คก็ถูกกองกำลังรักษาความปลอดภัยแห่งดาวอังคาร ควบคุมตัวไปสอบสวนในกรณีการรุกรานของสัตว์ประหลาดอวกาศจากภาคพื้นดิน และการปรากฏตัวของบัสเตอร์แมชชีน แต่ในระหว่างการดำเนินการสอบสวนอยู่นั้นเอง สัญญาณเตือนภัยสัตว์ประหลาดอวกาศก็ดังขึ้น ด้วยความมั่นใจในแสนยานุภาพของกองกำลังรักษาความปลอดภัย จึงคิดจะทำลายสัตว์ประหลาดพวกนั้นโดยไม่หวังพึ่งพลังของบัสเตอร์แมชชีน ซึ่งผลลัพท์ก็คือความพ่ายแพ้อย่างหมดรูป

จึงเป็นหน้าที่ของลาร์คและนิโคล่าในการทำลายสัตว์ประหลาดเหล่านั้น ซึ่งในระหว่างการต่อสู้นั้น ยานธงของกองกำลังรักษาความปลอดภัยก็สูญเสียระดับพลังงานและเริ่มตกลงสู่ดาวอังคาร ท่ามกลางความสับสนของลาร์ค และด้วยคำพูดของโนโน่ เธอจึงตัดสินใจ ที่จะทิ้งนิโคล่าให้ต่อกรกับสัตว์ประหลาดอวกาศคนเดียว และพุ่งไปช่วยเหลือยานธงที่กำลังจะตกลงสู่ดาวอังคารแทน สร้างความไม่พอใจให้กับนิโคล่าพอสมควร ดูเหมือนรอยร้าวของกลุ่มไอด้อลกำลังจะเกิดขึ้น

ที่กลุ่มดาวเคราะห์น้อย13774/a สปรูนี่ ในขณะที่กลุ่มไอด้อลกำลังขนส่งเสบียงบริเวณนั้นอยู่ ก็ได้พบกับฝูงสัตว์ประหลาดอวกาศจำนวนมหาศาล ซึ่งลาร์คคิดว่าจะเลี่ยงการปะทะและทำหน้าที่ของตัวเองต่อ แต่ทว่า ชิโกะ ทอปเลสอีกคนหนึ่งของกลุ่ม กลับพาบัสเตอร์แมชชีน#66 พุ่งเข้าหากลุ่มสัตว์ประหลาดเพียงเพื่อต้องการทำจำนวนฆ่าให้สูงกว่าลาร์คซึ่งเป็นอันดับหนึ่ง แต่เพราะความผิดพลาดจึงทำให้เสียบัสเตอร์แมชชีน ซัวซองต์-ซิกส์ที่มีเพียง31ตัวที่เหลืออยู่ไปอีกหนึ่งตัว

เนื่องจากฝูงสัตว์ประหลาดอวกาศทำให้เสียเวลาในการขนส่งล่าช้าไปอีก90วัน เพื่อการนั้นจึงต้องระดมพลทอปเลสทั้งหมดในการทำลายสัตว์ประหลาดอวกาศจำนวนมากให้สิ้นซาก รวมถึงการนำบัสเตอร์แมชชีน#90 กร๊าทท์-แวง ดิกซ์ ตัวล่าสุดที่ยังไม่ลืมตาขึ้นมาใช้งานอีกด้วย ซึ่งการปลุกบัสเตอร์แมชชีนให้ตื่นขึ้นนั้นเป็นหน้าที่ของทอปเลสซึ่งมีพลัง Exotic Maneuvers ดังนั้นชิโกะที่ไร้บัสเตอร์แมชชีน กับโนโน่ซึ่งยังไม่มีบัสเตอร์แมชชีนต่างก็ต้องการมันเป็นอย่างยิ่ง ด้านชิโกะที่มีความหลังที่เจ็บปวดในอดีต จึงพยายามที่จะทำทุกอย่างให้เป็นที่หนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าบัสเตอร์แมชชีนจะยังไม่ยอมรับเธอ

ในขณะที่การขนส่งดำเนินไปอย่างราบรื่น สัญญาณเตือนภัยก็ดังขึ้น เมื่อเขตชุมชนทรัสฝั่งทิศใต้ของดาวพฤหัสกำลังถูกโจมตีจากฝูงสัตว์ประหลาดอวกาศ แม้ว่าตาข่ายกับดักจะถูกวางเอาไว้ แต่ก็ถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ และความเป็นความตายของประชากรในทรัสนั้นเอง โนโน่ได้ตัดสินใจที่จะปลุกกร๊าทท์-แวง ดิกซ์ขึ้นมา แต่ก็ถูกชิโกะรั้งไว้และอาสาที่จะปลุกบัสเตอร์แมชชีนขึ้นมาเอง ความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้อื่นทำให้ชิโกะปลุกกร๊าทท์-แวง ดิกซ์ได้สำเร็จ และด้วยพลังExotic Maneuversของชิโกะที่ทำให้กร๊าทท์-แวง ดิกซ์ปลดปล่อยบัสเตอร์แสมช ซึ่งเป็นการโจมตีด้วยอุณหภูมติดลบ1,000,020,000,000 องศาเซลเซียส เพียงครั้งเดียวก็ทำลายฝูงสัตว์ประหลาดอวกาศได้ทั้งหมด

หลังจากเหตุการณ์ที่ดาวพฤหัสผ่านพ้นไป ภารกิจใหม่ของเหล่าทอปเลสคือการอำนวยการขุดซากโบราณสถานบนดาวไททั่นซึ่งกำลังฮือฮากับซากสัตว์วาฬแห่งไททั่นหรือก็คือบัสเตอร์แมชชีนต่างดาวในตำนาน ซึ่งหลับไหลอยู่ใต้ผืนดินดาวแห่งนี้นับหมื่นปี โดยมีผู้อำนวยการขุดค้นนั่นคือฝาแฝดเซอเพนท์ทีน ผู้นำของเหล่าทอปเลส ซึ่งหมายมั่นว่าจะปลุกมันขึ้นมาเป็นของตัวเอง
ในระหว่างนั้นเอง โนโน่ซึ่งพบว่าหากตนเองไม่มีบัสเตอร์แมชชีนเป็นของตนเอง ก็จะไม่มีทางได้เป็นทอปเลสที่แท้จริงได้ โนโน่จึงมุ่งหน้าสู่ซากโบราณสถานซึ่งมีบัสเตอร์แมชชีนในตำนานหลับไหลอยู่ในนั้น แต่ไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกจับตัวได้ ฝาแฝดเซอเพนท์ทีนรู้ว่าโนโน่ต้องการอะไร จึงแนะนำให้โนโน่เดินทางไปยังดาวพลูโตเพื่อตามหาบัสเตอร์แมชชีนที่หายสาปสูญไปเมื่อ20ปีที่แล้ว แม้ว่าลาร์คจะไม่เห็นด้วย แต่โนโน่ก็ยืนกรานว่าจะไปให้ได้ ลาร์คจึงไม่อาจจะรั้งตัวโนโน่เอาไว้ และการขุดก็ยังคงเดินหน้าต่อ

สามอาทิตย์ถัดมา การขุดก็สิ้นสุดลง ได้เวลาที่จะปลุกบัสเตอร์แมชชีนในตำนานขึ้นมา ในระหว่างที่ดำเนินการอยู่นั้นเอง จู่ๆ ทางช้างเผือกสีแดงซึ่งเป็นกลุ่มสัตว์ประหลาดอวกาศจำนวนมหาศาลที่ล้อมรอบกาแลคซี่อยู่ ก็ล้นทะลักออกมาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ดาวไททั่น แต่หลังจากบุกจู่โจมได้เพียงระลอกเดียว สัตว์ประหลาดอวกาศจำนวนหนึ่งก็เปลี่ยนเป้าไปยังดาวพลูโตแทน

ทางด้านของโนโน่ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากคาซิโอที่ถูกย้ายมาประจำที่ดาวพลูโตและกำลังจะเข้าใกล้บัสเตอร์แมชชีนที่สูญหาย ก็ถูกสัตว์ประหลาดอวกาศบุกโจมตีจนยานต้องร่อนลงจอดฉุกเฉินยังพื้นดาวพลูโต
เนื่องจากฝาแฝดเซอรเพนท์ทีนรู้ว่าสัตว์ประหลาดอวกาศนั้นมีเป้าหมายที่ตัวโนโน่ จึงต้องการให้เธอไปยังดาวพลูโตเพื่อไม่ให้เกิดอุปสรรคกับแผนการปลุกชีพวาฬแห่งไททั่นนั่นเอง

ในขณะที่แผนการดำเนินมาถึงจุดสุดท้าย จู่ๆ แรงโน้มถ่วงของดาวไททั่นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงกระทันหัน
บัสเตอร์แมชชีนต่างดาวตื่นขึ้นมาพร้อมกันยิงลำแสงเข้าใส่ฝูงสัตว์ประหลาดอวกาศทางทิศเหนือจนหายไปหมดสิ้น ด้วยความลำพองใจและคิดว่าควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ บัสเตอร์แมชชีนต่างดาวก็เริ่มคลุ้มคลั่งและเริ่มทำลายทุกอย่างรอบตัวบัสเตอร์แมชชีนตัวแล้วตัวเล่าถูกทำลายลงพร้อมกับสัตว์ประหลาดอวกาศด้วยเงื้อมมือของสัตว์ประหลาดอวกาศที่แท้จริง

ทางด้านโนโน่ที่เดินทางมาจนถึงจุดที่บัสเตอร์แมชชีนที่หายสาปสูญอยู่ ก็พบว่าบัสเตอร์แมชชีนตัวนั้นเหลือเพียงแค่เศษซาก ไม่สามารถนำมาใช้งานได้อีกต่อไป แต่แม้ว่าจะไม่ได้พบกับบัสเตอร์แมชชีนที่หวังไว้ โนโน่เองก็รู้สึกถึงพลังของตัวเองที่ตื่นขึ้นและเข้าใจทั้งหมดว่าทำไมสัตว์ประหลาดอวกาศถึงไม่โจมตีเธอ นั่นเป็นเพราะว่าสัตว์ประหลาดอวกาศที่มนุษยชาติได้ต่อสู้มา แท้จริงเป็นหนึ่งในระบบป้องกันอันไร้สิ้นสุดแห่งระบบสุริยจักรวาลที่ทำหน้าที่ป้องกันการรุกรานของสัตว์ประหลาดอวกาศที่แท้จริงซึ่งถูกควบคุมโดยบัสเตอร์แมชชีนหมายเลข#7 หรือตัวโนโน่นั่นเอง 

บนดาวไททั่น ท่ามกลางซากบัสเตอร์แมชชีนซึ่งกำลังถูกทำลายจากความบ้าคลั่ง ลาร์คซึ่งอับจนหนทางหนี จึงทำได้แค่ยืนมองดูหายนะที่เกิดขึ้น แต่ในตอนนั้นเอง บัสเตอร์แมชชีนหมายเลข#7 ก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าลาร์คด้วยการวาร์ปจากดาวพลูโต และเข้าต่อสู้กับสัตว์ประหลาดอวกาศที่แท้จริงจนเอาชนะได้ในที่สุด

ผลจากหายนะบนดาวพฤหัสทำให้หน่วยทอปเลสเสียกำลังรบไปมากมาย รัฐบาลเองก็จับตามมองโนโน่อย่างใกล้ชิดในฐานะอาวุธของมนุษยชาติที่จะต่อกรกับสัตว์ประหลาดแปรผันแรงโน้มถ่วง ภัยร้ายตัวจริงซึ่งกำลังจะมาเยือนโลก และนั่นยิ่งทำให้หน่วยทอปเลสถูกลดความสำคัญลงไปอีก เนื่องจากพลังของทอปเลสไม่สามารถทำอะไรมันได้อีกต่อไป เมื่อไม่มีพลังที่จะช่วยเหลือมนุษย์ หน่วยทอปเลสจึงรอวันที่จะถูกยุบ นั่นสร้างความสับสนให้กับลาร์คเป็นอย่างยิ่ง นิโคล่าที่สูญเสียพลังของทอปเลสไปจนหมดสิ้นจากเหตุการณ์บนดาวพฤหัสก็สับสน และเริ่มชิงชังในตัวโนโน่ ในขณะที่ลาร์คกับโนโน่เองก็ดูเหมือนว่าจะมีระยะห่างของความสัมพันธ์มากขึ้นเรื่อยๆ

ในเวลาไม่นานนัก เรือรบคาราโกรุมแห่งกองกำลังอวกาศก็ได้รับแจ้งถึงสัญญาณของความผิดปกติภายใน แบลคโฮลเอกเซลิโอ้ ซึ่งเป็นรังของสัตว์ประหลาดแปรผันแรงโน้มถ่วงตัวใหม่นั่นเอง โนโน่และลาร์คถูกเรียกตัวโดยกองกำลังอวกาศ เพื่อที่จะพึ่งพาพลังของบัสเตอร์แมชชีนหมายเลข#7 ในการควบคุมสัตว์ประหลาดอวกาศเพื่อแหวกเข้าสู่ใจกลางของเอกเซลิโอ้

ภาพที่เห็นคือสัตว์ประหลาดอวกาศที่กำลังรวมตัวกันเพื่ออุดรอยแตกของแบลคโฮลซึ่งกักขังสัตว์ประหลาดแปรผันแรงโน้มถ่วงอยู่ภายใน แม้ว่าโนโน่พยายามที่จะปิดรายแตกนั้น แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันการ เมื่อสัตว์ประหลาดแปรผันแรงโน้มถ่วงได้หลุดออกมาจากแบลคโฮลได้สำเร็จ

แม้ปืนใหญ่จากกองทัพก็ไม่อาจทำอะไรมันได้ มิหนำซ้ำกองเรือเกือบทั้งหมดก็ถูกทำลายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ท่ามกลางความคับขันนั้นเอง โนโน่ได้ยื่นมือมายังลาร์คและปลดปล่อยพลังของลาร์คออกจากพันธนาการ
ลาร์ครวบรวมพลังทั้งหมดของตัวเอง ทำการดึงดาววัลแคนซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงแกนของดาวและนำมาทุ่มใส่สัตว์ประหลาดแปรผันแรงโน้มถ่วง แต่หลังจากการโจมตีนั้น สัตว์ประหลาดแปรผันแรงโน้มถ่วงกลับทำการดูดกลืนแบลคโฮลเอกเซลิโอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้อง

วิธีเดียวที่จะจัดการมันได้ก่อนที่มันจะหนีเข้าวาร์ปไป นั้นคือการส่งบัสเตอร์แมชชีนหมายเลข#7เข้าไปภายในใจกลางของดาววัลแคนและจุดแบลคโฮลเพื่อระเบิดจากภายในซึ่งนั่นหมายถึงการเสียสละชีวิตของตนเอง ลาร์ครู้ข้อนี้ดีจึงขอที่จะตามโนโน่ไปด้วย ทว่าสิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น เมื่อโนโน่ตัดสินใจที่จะปฏิเสธภารกิจและหนีไป ทิ้งลาร์คและมนุษย์เอาไว้เบื้องหลัง ในขณะที่สัตว์ประหลาดแปรผันแรงโน้มถ่วงก็หลบหนีเข้าวาร์ปไปได้สำเร็จ

เมื่อรู้ว่าเป้าหมายที่สัตว์ประหลาดแปรผันแรงโน้มถ่วงจะวาร์ปมานั้นคือโลก ผู้คนต่างก็พากันอพยพออกจากดวงดาวแม่กันจนเกือบหมด กองทัพโลกก็ไม่ได้นิ่งเฉยกับการต่อสู้ครั้งสุดท้ายนี้ ด้วยการสร้างโดลซ-มิลล์ขึ้นมา ซึ่งโดลซ-มิลล์นั้นคืออาวุธขนาดยักษ์ที่มีไว้สำหรับเร่งความเร็วเพื่อขยับโลกนั่นเอง โดยเป้าหมายของภารกิจครั้งนี้ คือการเสียสละดาวโลกเพื่อพุ่งชนสัตว์ประหลาดแปรผันแรงโน้มถ่วง

ในขณะเดียวกัน ทางช้างเผือกสีแดงหรือกลุ่มสัตว์ประหลาดอวกาศจำนวนมหาศาลก็ได้มีการรวมตัวกันขึ้นเป็นรูปร่างขนาดใหญ่ก่อนที่จะหายไปจากวงโคจรของดาววัลแคนอย่างลึกลับ เมื่อคิดว่าบัสเตอร์แมชชีนหมายเลข#7 ไม่มีความคิดที่จะช่วยโลก มนุษย์จึงเดินหน้ากับแผนการของตนต่อไป ในระหว่างนั้นลาร์คได้ใช้เวลาช่วงสุดท้ายไปกับการเดินทางสู่บ้านเกิดของโนโน่

ช่วงเวลาที่สงบสุขผ่านไปได้เพียงไม่นาน ได้มีการเตรียมพร้อมกับการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของมนุษยชาติ เมื่อสัตว์ประหลาดแปรผันแรงโน้มถ่วงได้เดินทางมาถึงโลก โดยมียานบาซิเล่เป็นยานธงคอยบัญชาการ แต่หลังจากการปรากฏตัวก็พบว่าสัตว์ประหลาดแปรผันแรงโน้มถ่วงได้พัฒนาตัวเองไปถึงขั้นสามแล้ว ซึ่งมีขนาดใหญ่เกือบเท่าโลก ลาร์คไม่รอช้ารวบรวมพลังทั้งหมดลากโดลซ-มิลล์และโลกเพื่อพุ่งชนมัน

และในตอนนั้นเอง อวกาศก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของระบบป้องกันอันไร้สิ้นสุดแห่งระบบสุริยจักรวาล ไดบัสเตอร์ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งการทำงานของโดลซ-มิลล์นั่นเอง

ทว่าลาร์คนั้นกลับไม่พอใจกับการปรากฏตัวเข้าขัดขวางของโนโน่ และใช้พลังแปรเปลี่ยนโดลซ-มิลล์ให้กลายร่างเป็นหุ่นยักษ์เข้าชกใส่ไดบัสเตอร์หลายครั้งก่อนที่พลังทอปเลสของเธอจะหมดลง ทางด้านไดบัสเตอร์ เมื่อหยุดยั้งโดลซ-มิลล์ได้แล้ว จึงหันมาหมายจะจัดการกับสัตว์ประหลาดแปรผันแรงโน้มถ่วง ซึ่งอุลตร้าอินาซุมะคิกหรือแม้แต่บัสเตอร์บีมก็ไม่สามารถทำอะไรมันได้เลย ไดบัสเตอร์จึงใช้ร่างของตนเองเข้าขวางการโจมตีที่มุ่งทำลายโลกของสัตว์ประหลาดแปรผันแรงโน้มถ่วง

ลาร์คที่ลอยคว้างอยู่บนอวกาศได้มองการถูกโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว ก็ตัดสินใจมุ่งสู่ห้องควบคุมลับส่วนหัวของดิส-เนิร์ฟที่ถูกปิดตายมาตลอด ดิส-เนิร์ฟตอบรับกับเจตจำนงค์ของลาร์คได้นำเตาปฏิกรณ์ดิเจเนอเรซี่จากเศษซาก ของโดลซ-มิลล์มาใช้เป็นพลังงานขับเคลื่อนแทนพลังExotic Maneuvers จนเผยร่างอันแท้จริงออกมา

ทั้งโนโน่และลาร์คจึงรวมพลังเฮือกสุดท้ายพุ่งเข้าใส่สัตว์ประหลาดแปรผันแรงโน้มถ่วง จนทำลายมันลงได้ในที่สุด

แต่หายนะยังคงไม่จบสิ้นเมื่อแบลคโฮลเกิดรอยร้าวขึ้น อันเป็นเหตุให้เกิดปรากฏการณ์บิ๊กแบงค์ที่จะทำลายจักรวาลจนหมดสิ้นจากการระเบิด สุดท้ายแล้ว ปาฏิหารย์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยกฏทางฟิสิกซ์ก็บังเกิดขึ้น เมื่อแรงระเบิดถูกพลังบางอย่างห่อหุ้มเอาไว้จนสลายหายไปในที่สุด 

ณ จุดเชื่อมต่อของห้วงเวลาและอวกาศ สิ่งสุดท้ายที่ลาร์คได้เห็น คือการอำลาของโนโน่ และนกกระดาษสีแดงที่อยู่ในมือเมื่อลืมตาตื่น...

 

สิบปีต่อมา

ในคืนวันทานาบาตะ โลกได้เตรียมตัวเพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือนจากอวกาศอันไกลพ้นอย่างคึกคัก

นั่นคือการกลับมาของบัสเตอร์แมชชีนหมายเลข#1 และ#2

และโนโน่ริริ...


.............................................................

Character

Nono
ไม่ทราบวันเดือนปีเกิดแน่ชัด สูง172cm. น้ำหนัก49kg. ดูเหมือนมนุษย์ปกติทั่วไป โนโน่มีชีวิตอยู่ในชนบทแห่งหนึ่งบนดาวอังคาร ก่อนที่จะหนีออกจากบ้านเพื่อที่จะเป็นนักบินอวกาศเหมือนอย่างโนโนริริ
โนโน่ไม่มีความสามารถทางพลังจิตเหมือนทอปเลส แต่ว่าสามารถพูดคุยกับบัสเตอร์แมชชีนได้ และแม้จะถูกเผาไหม้ที่ชั้นบรรยากาศก็ยังสามารถมีชีวิตรอดบนอวกาศได้อย่างไม่ น่าเชื่อ 
โนโน่นั้นมีข้อมูลเกี่ยวกับโนริโกะและคาสึมิอยู่ แต่ว่าความทรงจำส่วนนั้นได้เสียหายไปจึงเรียกชื่อของโนริโกะเพี้ยนเป็นโนโนริริ นอกจากนั้นยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองคือบัสเตอร์แมชชีน

Lal'C Mellk Mal
ทอปเลสที่มีจำนวนแต้มในการปราบศัตรูสูงสุดอยู่ในกลุ่ม"ไอด้อล" เป็นนักบินของบัสเตอร์แมชชีนหมายเลข#19 เพื่อนๆมักเรียกว่า"เจ้าหญิง" ความสามารถและพลังExotic Maneuversของลาร์คนั้นอยู่ในระดับทอปในบรรดาทอปเลสด้วยกัน โดยมีความสามารถถึงขั้นขยับดาวได้ทั้งดวง และยังสามารถควบคุมโดลซ-มิลล์ได้อีกด้วย
พลังของทอปเลสนั้นจะสูงสุดในช่วงอายุ15-20ปี ก่อนที่พลังนั้นจะค่อยๆหายไปจนหมด และคนที่จะเป็นทอปเลสได้นั้นมีเพียงหนึ่งในร้อยล้านคน

............................................................. 

กันบัสเตอร์จะเป็นเพียงแค่การ์ตูนหุ่นยนต์ธรรมดา หากปราศจากปรัชญาชีวิต
กันบัสเตอร์ทั้งสองภาคแสดงออกให้เห็นถึงการเสียสละเพื่อมวลมนุษยชาติซึ่งแลกมาด้วยความสูญเสีย

โนริโกะต้องเสียสละชีวิตที่ควรจะเป็นในฐานะมนุษย์ปกติ
หนึ่งหมื่นสองพันปีคือเวลาที่เธอสูญเสียไปในจักรวาล
เสียสละความรักครั้งแรกไปอย่างรวดเร็วราวกับมันไม่ได้เกิดขึ้น

คาสึมิต้องเสียสละเวลาที่ควรจะได้ใช้ชีวิตอยู่กับโค๊ชโอตะไป

โค๊ชโอตะต้องเสียสละความรู้สึกส่วนตัว และอุทิศทั้งชีวิตเพื่อฝึกฝนโนริโกะและคาสึมิ

โนโน่ต้องเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องลาร์ค, โลก และจักรวาลที่เธอรักยิ่ง

ลาร์คต้องเสียสละพลังทั้งหมดซึ่งเป็นเหมือนความภาคภูมิใจไปกับการปกป้องมนุษยชาติ

มนุษยชาติเองก็ต้องเสียสละกาแลคซี่ทางช้างเผือกเพื่อทำลายสัตว์ประหลาดอวกาศ
เสียสละดาววัลแคนเพื่อทุ่มใส่สัตว์ประหลาดแปรผันแรงโน้มถ่วง
หรือแม้กระทั่งยอมเสียสละโลกทั้งใบเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตอยู่

ความสูญเสียเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในการ์ตูนเรื่องนี้
ไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ที่ดีไปกว่าการได้เห็นสิ่งที่ตนเองปกป้องนั้นยังคงอยู่
และสิ่งเหล่านั้นจะถูกจดจำไม่ว่านานซักเท่าใดก็ตาม

.............................................................  

 

Comment

Comment:

Tweet

เป็นการ์ตูนสู้กับเอเลี่ยนที่โคตรเว่อร เท่าที่เคยดูมา ถ้าเที่ยบกับดับเบิลโอคอนต้า แล้ว พลังแค่1-100 ของยัยโนโน้ ขาโหดsad smile

#1 By setsun a (118.174.122.234) on 2011-12-09 00:36