หากจะพูดถึงเกมคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหาที่ลึกซึ้ง กินใจ และทำให้ผู้เล่นคล้อยตามไปกับเนื้อเรื่องได้ เชื่อว่าหลายคนก็คงมีคำตอบของตัวเองที่แตกต่างกันไป

แต่เกมที่เราจะพูดถึงนี้ เป็นเกมที่นักวิจารณ์ทั่วโลกต่างก็ยกย่องให้เป็นที่หนึ่งในเกมที่มีพล๊อตเรื่องที่ดีที่สุด จนได้รับรางวัล Best Story Award จาก GameSpot ในปี 2011 นอกจากนั้นยังได้รับคำชมจากสำนักวิจารณ์เกมอีกหลายสถาบัน

To The Moon เป็นเกมอินดี้จากบริษัท Freebird Games เขียนบทและกำกับโดย Kan “Reives” Gao เอนจิ้นที่ใช้ในการสร้างเกมนั้นจะมาจากโปรแกรมRPG Maker XP ซึ่งเป็นฟรีแวร์สร้างเกมแบบสำเร็จรูป และแม้ว่าภาพในเกมจะเป็นเพียงภาพสองมิติ 16Bit เหมือนกับเกมในยุคซูเปอร์ฟามิคอม แต่ก็รังสรรค์ฉากต่างๆ ได้อย่างงดงามไม่แพ้เกมยุคใหม่

 

โลกในยุคอนาคต ได้มีเทคโนโลยีในการจัดการกับความฝันของมนุษย์และเขียนความทรงจำใหม่ให้กับผู้ป่วยที่มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน เพื่อทำให้ความปรารถนาสุดท้ายของคนๆ นั้นกลายเป็นความจริง ก่อนที่จะจากโลกนี้ไปอย่างสงบ

ดร. เอวา โรซาลีน และดร.เนลล์ วัตต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการความฝันจากบริษัท Sigmund Corp. ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่า ลูกค้ารายหนึ่งของพวกเขากำลังอยู่ในอาการโคม่า ไม่ได้สติ และกำลังใกล้ถึงแก่ความตาย ลูกค้าผู้นั้นคือ จอห์นนี่ วิลเลส ชายชราวัยใกล้ฝั่ง เจ้าของบ้านหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันใกล้กับประภาคารอันเก่าแก่ ที่มีแม่บ้านลิลลี่และลูกๆ ของเธอเป็นผู้ดูแล ตลอดเวลาสองปีที่เขาว่าจ้างเธอให้มาทำงานนี้ จอห์นนี่แทบจะไม่พูดอะไรเกี่ยวกับตัวเองเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องครอบครัว แต่มีสิ่งหนึ่งที่จอห์นนี่ปรารถนามาตลอด นั่นคือความฝันที่จะ “ไปยังดวงจันทร์”

มันควรจะเป็นงานที่ง่ายในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการความฝัน แต่พวกเขากลับพบอุปสรรคสำคัญ เมื่อจอห์นนี่กลับนึกไม่ออกว่าทำไมตัวเขาถึงอยากที่จะไปดวงจันทร์กันแน่

นั่นคือโจทย์ที่ดร.เอวา และเนลล์ จะต้องไขปริศนาถึงแรงบันดาลใจที่ถูกลืมเลือนไปของจอห์นนี่ โดยการดำดิ่งลงสู่ความทรงจำที่เต็มไปด้วยความสุข ความทุกข์ และความปรารถนา เพื่อตามหาเงื่อนขำต่างๆ และทำความฝันของจอห์นนี่ให้เป็นจริงให้ได้

 

ในเกม เราจะได้เล่นเป็นตัวละครหลักอย่างดร.เอวา หรืออาจจะเป็นดร.เนลล์ ตามแต่สถานการณ์ภายในเกม ซึ่งจะเริ่มจากการดำดิ่งเข้าสู่ความทรงจำชั้นที่ชัดเจนที่สุดของจอห์นนี่ นั่นคือช่วงเวลาที่ใกล้เคียงเวลาปัจจุบันที่สุด

จากนั้นก็ต้องเดินสำรวจหาเศษชิ้นส่วนความทรงจำหรือ Memory Link จากสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในช่วงความทรงจำนั้นๆ และใช้มันในการประกอบเข้ากับMemento ให้กลายเป็นความทรงจำที่สมบูรณ์ จึงจะสามารถเข้าไปสู่ความทรงจำในชั้นที่ลึกกว่าเดิมได้ ซึ่งผู้เล่นจะต้องดำลงไปให้ลึกที่สุด เพื่อค้นหาว่าแรงบันดาลใจในความฝันของเขานั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่

ในแต่ละชั้นของความทรงจำ ผู้เล่นจะได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ในแต่ละช่วงชีวิตของจอห์นนี่ ตั้งแต่วัยชราย้อนกลับสู่วัยเด็ก รู้จักผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขา และเข้าใจแง่มุมความรู้สึกนึกคิดของจอห์นนี่ที่มีต่อบุคคลเหล่านั้น ที่จะมีผลไปสู่การแก้ไขความฝันของจอห์นนี่ให้เป็นไปตามที่เขาต้องการจะเป็นนั่นเอง

 

To The Moon มีจุดเด่นในด้านกลวิธีในการเล่าเรื่องอย่างชาญฉลาด มีการวางเงื่อนงำ ให้ผู้เล่นได้รู้สึกสงสัยและต้องการจะค้นหาคำตอบอยู่ตลอดทั้งเกม มีมิติของตัวละครต่างๆ ที่น่าสนใจผ่านบทบรรยายที่ดูเป็นธรรมชาติ ทำให้ผู้เล่นรู้สึกผูกพันกับตัวละครนั้นๆ โดยไม่รู้ตัว จนนำไปถึงบทสรุปสุดท้ายที่จะทำให้ผู้เล่นต้องรู้สึกทึ่ง และอินไปกับเรื่องราวในเกมอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

ระบบในเกมนั้น แม้จะเรียกว่าเกม แต่ก็ไม่ได้มีความยุ่งยากในแง่ของความเป็นเกมเข้ามาเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้เล่นรู้สึกหงุดหงิดแต่อย่างใด ตลอดทั้งเกมก็จะมีปริศนาให้ผู้เล่นได้ขบคิดอยู่เป็นระยะ แต่ก็เป็นมินิเกมแบบง่ายๆ ที่ไม่ทำให้ผู้เล่นติดอยู่กับมันนานๆ จนรู้สึกหัวเสีย และแม้ว่าผู้เล่นจะไม่สามารถแก้ปริศนาบางอย่างได้ เกมก็ยังสามารถเดินต่อไปโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะผู้สร้างเกมนั้นต้องการให้คนเล่นได้เข้าถึงเนื้อหาของเกมมากกว่าจะพะวงอยู่กับGame Play หรือการเลือกคำตอบ

แม้ว่าเนื้อหาภายในเกมจะมีความลึกซึ้งมากแค่ไหน ผู้สร้างก็ยังหยอดมุกตลกเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับผู้เล่นอยู่เรื่อยๆ นอกจากนั้นยังมีกิมมิคที่มีลูกเล่นกับฉากมากมาย เช่นตัวละครในความทรงจำของจอห์นนี่โดยเฉพาะคนที่เขาให้ความสำคัญนั้น จะเห็นรายละเอียดได้อย่างเด่นชัด แต่บุคคลที่เขาให้ความสำคัญน้อยลงไปก็จะมีรายละเอียดที่น้อยลงไป จนถึงตัวละครประกอบฉากทั้งหลายก็จะกลายเป็นเพียงแค่เงารูปร่างคนเท่านั้น

นอกจากนั้น ยิ่งเราดำดิ่งเข้าสู่ความทรงจำที่ลึกมากเท่าไหร่ องค์ประกอบฉากต่างๆ ก็ยิ่งน้อยลงและขาดสีสันลงไปเรื่อยๆ สื่อถึงความทรงจำที่เก่าแก่และขาดหายเนื่องจากผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานนั่นเอง

ด้านดนตรีประกอบนั้นก็ทำได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ซึ่งสไตล์ดนตรีภายในเกมนั้นจะเป็นดนตรีบรรเลงจากเปียโนเป็นหลัก มีทั้งความสดใส ความเศร้า เข้ากับเหตุการณ์ต่างๆ ภายในเกมได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นก็ยังได้ Laura Shigihara นักร้อง-นักประพันธ์เพลงที่มีชื่อเสียงจากเกม Plant VS Zombies มาร่วมงานกับเพลง Everything Alright อีกด้วย

 

สิ่งแรกที่เกิดขึ้นกับผู้เขียนหลังจากได้สัมผัส To The Moon มันเหมือนกับการถูกตบหน้าอย่างแรงจากผู้สร้าง จนทัศนคตินิยมเสพย์กราฟฟิคอย่างผู้เขียนต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่น่าเชื่อว่าเกมที่ใช้กราฟฟิคโบราณจะเข้ากันกับเนื้อหาและเทคนิคการสื่อความหมายต่างๆ ของเกมได้มากขนาดนี้...

To The Moon เป็นเกมที่ทำให้ผู้เขียนสามารถร้องไห้ได้ หลังจากที่ไม่เคยร้องไห้ให้กับเกมใดๆ มาเป็นสิบปี โดยเฉพาะไคลแมกซ์ของเกม ที่ทำให้ผู้เล่นต้องอุทานออกมาเบาๆ ในตอนที่ปริศนาทั้งหมดค่อยๆ คลี่คลาย น้ำตาของคุณก็จะไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน ถ้าหากจะให้ผู้เขียนให้คะแนนเกมนี้ ก็เกรงว่าจะไม่สามารถตีค่าเป็นตัวเลขได้

ผู้เขียนแนะนำได้เพียงให้คนที่ยังไม่เคยเล่นหรืออยากจะลองเล่น ได้สัมผัสกับมันดูซักครั้ง เพียงช่วงเวลา4-5ชั่วโมงของเกม จะเสมือนกับคุณได้เสพย์งานประพันธ์ชิ้นเอกของโลกที่ผู้สร้างบรรจงใส่ทุกรายละเอียดเพื่อให้งานชิ้นนี้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด อย่างที่แคสเกมเมอร์ชื่อดัง PewDiePie ได้ให้คำนิยามกับTo The Moon ด้วยประโยคสั้นๆ ว่า “Absolutely fantastic game”

 

................................................

 

***ตั้งแต่ส่วนนี้ไปจะเป็นการสรุปเนื้อเรื่องของเกมรวมถึงบทวิเคราะห์ต่างๆ ซึ่งจะมีการสปอยอย่างเต็มรูปแบบ หากท่านยังไม่ได้เล่นเกม แนะนำอย่างยิ่งให้ข้ามเนื้อหาในส่วนนี้ไปก่อน***

 

สิ่งที่ทำให้ดร.นิลล์ วัตต์ต้องหักพวงมาลัยรถและเสียหลักเข้าพุ่งชนกับต้นไม้ข้างทางก็คือแมวสีน้ำตาลตัวหนึ่ง อนิจจาที่มันถูกรถทับซะจนแบนติดพื้นถนน แม้ว่าดร.เอวาจะหัวเสียกับการขับรถที่ไม่ได้เรื่องของผู้ช่วยเธอ แต่ตอนนี้ทั้งสองคนก็มาถึงบ้านของเป้าหมายงานในครั้งนี้แล้ว บ้านหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันติดกับทะเล ที่นั่นคือบ้านของจอห์นนี่ วิลเลส ชายชราผู้ไร้ญาติขาดมิตร มีเพียงแม่บ้านลิลลี่กับลูกเล็กๆ สองคนของเธอเท่านั้นที่คอยดูแลบ้านหลังนี้ และในตอนนี้เขาก็กำลังป่วยหนักขั้นโคม่า จนนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง ซึ่งตามสัญญาที่จอห์นนี่ทำไว้ก่อนที่จะป่วยนั้น เขาต้องการให้บริษัทใช้เทคโนโลยีจัดการความทรงจำอันล้ำสมัย ทำให้เขาได้มีความฝันที่กลายเป็นจริงในวาระสุดท้ายของชีวิต นั่นคือความฝันที่จะบินไปสู่ดวงจันทร์...

ชีวิตของจอห์นนี่จะอยู่ได้เพียง1-2วันหลังจากนี้ ดังนั้นสำหรับเอวากับวัตต์แล้ว มันจึงเป็นงานที่ต้องแข่งกับเวลาเป็นอย่างมาก กระนั้นก่อนที่จะดำดิ่งเข้าสู่ความฝัน พวกเขาจะต้องสืบค้นข้อมูลต่างๆ ในเบื้องต้นเกี่ยวกับจอห์นนี่เสียก่อน

จากการสอบถามแม่บ้านลิลลี่ เอวาได้ทราบว่าจอห์นนี่เป็นคนที่พูดน้อยและไม่เคยเล่าเรื่องอะไรเกี่ยวกับตัวเขาให้ใครฟังเลย แต่การเล่นสนุกของลูกๆ ของเธอก็ทำให้ค้นเจอกุญแจของห้องลับใต้ดิน และภายในห้องนั้นเอวาก็ต้องตกใจที่ข้างในเต็มไปด้วยกระต่ายสีเหลืองอ่อนที่พับจากกระดาษ เรียงรายอยู่ภายในห้อง นอกจากนั้นก็ยังพบกับกล่องดนตรีที่พังแล้ว กับตุ๊กตาตุ่นปากเป็ดเก่าๆ ที่ดูเหมือนจะได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี ทั้งหมดนี้เป็นสมบัติที่จอห์นนี่หวงแหนถึงขนาดเก็บซ่อนเอาไว้ในห้องลับ แต่ในตอนนี้เอวานั้นไม่อาจเข้าใจถึงที่มาและความหมายของสิ่งของต่างๆ เหล่านี้ได้

นอกจากนี้ หากมองจากนอกบ้านก็จะเห็นประภาคารเก่าแก่ตั้งอยู่ที่ขอบหน้าผา ซึ่งที่นั่นเองก็เต็มไปด้วยกระต่ายที่ทำจากกระดาษเช่นเดียวกัน แต่เอวาสังเกตว่ามีกระต่ายตัวหนึ่งที่แตกต่างจากตัวอื่นๆ ส่วนตัวของมันทำจากกระดาษสีเหลืองไม่ต่างกัน มีเพียงส่วนหัวเท่านั้นที่ทำจากกระดาษสีฟ้า ในขณะที่เอวาเก็บข้อมูลของสิ่งของต่างๆ ที่อาจจะเชื่อมโยงถึงความทรงจำของจอห์นนี่ ผู้ช่วยของเธอก็ตรียมการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว...

เอวาและนิลล์ ได้เข้าสู่ความทรงจำชั้นที่ตื้นที่สุดของจอห์นนี่ และพบกับเขาในสภาพก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ขณะที่ยังไม่ล้มป่วย เพื่อตั้งคำถามกับเจ้าตัวว่าทำไมจอห์นนี่ถึงอยากไปดวงจันทร์ แต่ทว่า... จอห์นนี่กลับลืมเลือนเหตุผลนั้นไปเสียแล้ว เขารู้แต่เพียงแค่ว่าจิตใต้สำนึกของตัวเองต้องการแบบนั้น

ในเมื่อเจ้าตัวไม่สามารถตอบได้ว่าแรงบันดาลใจนั้นได้มาอย่างไร เอวากับนิลล์จึงจำเป็นต้องดำลึกเข้าสู่ความทรงจำในอดีตของจอห์นนี่มากขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะได้พบสิ่งที่ต้องการ

พวกเขาได้ย้อนความทรงจำกลับมาพบกับจอห์นนี่ที่กำลังกางร่มให้กับสุสานของใครบางคน ใกล้กับประภาคาร ที่นั่นคือสุสานของ “ริเวอร์” ภรรยาของจอห์นนี่ที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ บางทีนี่อาจจะเป็นเงื่อนงำสำคัญก็เป็นได้

 

ริเวอร์ คือภรรยาของจอห์นนี่ ทั้งสองรู้จักกันตั้งแต่มัธยมต้น ริเวอร์นั้นมีพฤติกรรมบางอย่างที่แปลกไปจากคนทั่วไป ที่เรียกว่าแอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม (Asperger's Syndrome) ซึ่งเป็นอาการบกพร่องในการปฏิสัมพันธ์กับสังคม และจะมีความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งซ้ำๆ กัน ในรูปแปบเดิมๆ นอกจากนั้นยังมีบุคลิกภาพที่เชื่องช้า งุ่มง่าม และมีความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าคนทั่วไป

แม้ว่าจะไม่มีความผิดปกติทางพัฒนาการสมอง แต่ริเวอร์ก็เป็นคนเก็บตัว ไม่คุยกับใคร ไม่มีเพื่อน และใช้เวลาอยู่กับหนังสือตลอดเวลา มีเพียงตุ๊กตาตุ่นปากเป็ดขี้เหร่ตัวหนึ่งที่คอยเป็นเพื่อนอยู่ข้างตัว แต่เธอก็มีพรสวรรค์พิเศษที่คนอื่นไม่มี นั่นคือความจำอันเป็นเลิศที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เมื่อได้พบหรืออ่านครั้งหนึ่งแล้วจะไม่มีทางลืมได้

จอห์นนี่ให้ความสนใจในตัวริเวอร์เป็นพิเศษ แม้ว่านิโคลัสเพื่อนสนิทจะไม่ค่อยเห็นด้วยก็ตาม แต่เขาก็รู้สึกว่าริเวอร์เป็นผู้หญิงที่น่าค้นหา จึงตัดสินใจเข้าไปจีบเธอ นั่นคือการพบกันครั้งแรกของจอห์นนี่กับริเวอร์ และต่อมาหลังจากนัดเดทครั้งแรก จอห์นนี่ก็รู้สึกหัวเสียที่ริเวอร์ไม่มาตามนัด เขายืนรอเธอหน้าโรงหนังจนในที่สุดเธอก็เดินออกมาจากในโรงนั้น จอห์นนี่ถามว่าทำไมเธอถึงไม่ยอมทักเขาทั้งๆ ที่อยู่ในโรงหนังเดียวกัน แต่ริเวอร์กลับบอกว่าถึงจะไม่ได้นั่งด้วยกัน แต่อยู่ในโรงหนังเดียวกันก็ถือว่าได้ดูด้วยกันแล้ว จอห์นนี่ได้ฟังเช่นนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้ เขาโกรธเธอไม่ลง ในขณะเดียวกันก็สนใจเธอยิ่งขึ้นไปอีก หลังจากนั้นทั้งคู่ก็สนิทสนมกันมากขึ้น จนวันเวลาย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม

บนหน้าผาสูงแห่งหนึ่ง มีประภาคารหลังใหญ่ตั้งอยู่ ที่นั่นเป็นสถานที่แห่งความทรงจำของริเวอร์ เธอชอบที่นั่นมาก ถึงกับตั้งชื่อประภาคารว่า “อาเนีย” และคอยดูแลประภาคารแห่งนั้นเสมือนเพื่อนคนหนึ่ง และที่นั่นเองเป็นที่ที่จอห์นนี่ใช้จัดพิธีแต่งงานกับริเวอร์ ภายในงานแต่ง แม่ของจอห์นนี่ก็ได้มาที่งานด้วย เธอเรียกเขาว่า “โจอี้” สร้างความแปลกใจให้กับเพื่อนๆ ของจอห์นนี่ แต่เขาก็บอกกับเพื่อนๆ ว่าแม่ของตัวเองติดเรียกชื่อนี้ตามชื่อของคุณปู่

 

แม้ว่าทั้งคู่จะแต่งงานกันอย่างมีความสุข แต่ปัญหาด้านอาการป่วยของริเวอร์นั้นก็ยังคงเป็นปัญหาหลักในชีวิตคู่ของทั้งสองคน จอห์นนี่อยากจะมีทายาท แต่เนื่องจากแอสเพอร์เกอร์ ซินโดรมนั้นเป็นโรคที่สามารถติดต่อทางพันธุกรรมได้ แพทย์จึงไม่แนะนำให้ทั้งสองคนมีลูกเพราะเกรงว่าจะมีความเสี่ยงที่ลูกของพวกเขาจะเป็นโรคนี้เช่นเดียวกัน

นาฬิกาในบ้านของพวกเขาไม่เคยมีเสียงเดิน เพราะริเวอร์จะรู้สึกแย่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงลานของเข็มนาฬิกา

ยิ่งกว่านั้น ริเวอร์เองก็เริ่มมี “พฤติกรรมประหลาด” จนเป็นที่ผิดสังเกตของจอห์นนี่ นั่นคือเธอมักใช้เวลาตลอดทั้งวันในการนั่งพับกระดาษเป็นรูปกระต่ายเป็นจำนวนมาก แม้ว่าจอห์นนี่จะถามเหตุผลในการทำเช่นนั้น แต่ริเวอร์ก็ไม่ยอมตอบ นอกจากนั้นเธอยังตัดผมของตัวเองให้สั้นลงอีกด้วย

จอห์นนี่คิดว่าควรจะทำอะไรบางอย่างให้ริเวอร์มีความสุข เขาจึงตัดสินใจที่จะสร้างบ้านหลังหนึ่งขึ้นมาบนหน้าผาใกล้กับประภาคารแห่งนั้น เพื่อที่ริเวอร์จะสามารถมองเห็นอาเนีย เพื่อนของเธอได้จากหน้าต่างบ้านทุกวัน และสามารถดูแลอาเนียได้ตลอดเวลา ดูเหมือนว่าริเวอร์จะดีใจมาก เธอเฝ้ารอวันที่บ้านในฝันหลังนั้นสร้างเสร็จสมบูรณ์

แต่โชคชะตาก็เหมือนเล่นตลก เมื่อริเวอร์ล้มป่วยลง และอาการป่วยของเธอจำเป็นต้องใช้เงินในการรักษาจำนวนมาก ทำให้จอห์นนี่ไม่สามารถที่จะหาเงินมาสร้างบ้านหลังนั้นได้อีกต่อไป ทั้งที่รู้ว่าริเวอร์เฝ้ารอมันมาตลอด เขาจึงเลือกที่จะโกหก เพื่อที่เธอจะได้สบายใจ แต่ริเวอร์เองก็รู้ดีว่าจอห์นนี่กำลังอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เธอจึงกำชับให้เขาสร้างบ้านหลังนั้นให้เสร็จให้ได้แม้ว่าเธอจะจากโลกนี้ไปแล้ว และให้เขาสัญญากับเธอว่าจะคอยดูแลอาเนียไปตลอด

ในช่วงเวลาที่ป่วยนั้น ริเวอร์ก็ยังคงพับกระดาษเป็นรูปกระต่ายอยู่เช่นเดิม เธอหยิบกระต่ายตัวหนึ่งที่ส่วนลำตัวทำจากกระดาษสีเหลือง แต่มีส่วนหัวที่ทำจากกระดาษสีฟ้าให้กับจอห์นนี่ พร้อมกับถามว่านี่คืออะไร เหมือนกับที่เคยถามเขามาก่อนหน้านี้หลายครั้ง แม้เขาจะตอบรายละเอียดของกระต่ายตัวนั้นอย่างไร ริเวอร์ก็ยังคงถามย้ำๆ ด้วยคำถามเดิมว่า “แล้วมีอะไรอีก?” จนสุดท้ายจอห์นนี่ก็ต้องเปลี่ยนเรื่องคุย

หลังจากนั้นไม่นาน ริเวอร์ก็เสียชีวิตลง สร้างความโศกเศร้าให้กับจอห์นนี่เป็นอย่างมาก แต่เขาก็ยังคงทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับภรรยา สร้างบ้านจนเสร็จและใช้ชีวิตในบั้นปลายในบ้านหลังนั้นมาตลอดจนกระทั่งล้มป่วยลง

 

ทั้งหมดนี้คือความทรงจำของจอห์นนี่ที่ดร.เอวา กับดร.เนลล์ สามารถปะติดปะต่อขึ้นมาได้จากห้วงความคิด แม้ว่าจะมีความทรงจำส่วนลึกสุดที่เสียหายจนไม่สามารถเข้าถึงได้ และสุดท้ายพวกเขาก็ยังไม่เจอต้นกำเนิดของแรงบันดาลใจเกี่ยวกับดวงจันทร์เลย แต่แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะเปลี่ยนความทรงจำของจอห์นนี่ทั้งหมดเสียใหม่ให้เป็นไปตามที่เขาปรารถนา

เมื่อดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงความทรงจำใหม่ให้กับจอห์นนี่เสร็จเรียบร้อย ทั้งคู่ก็กลับสู่ความทรงจำชั้นแรกสุดเพื่อดูผลลัพธ์ แต่ทว่า... ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าทั้งสองคนจะลองพยายามย้อนกลับไปแก้ไขอดีตของจอห์นนี่ด้วยวิธีใดก็ตาม ก็ไม่เป็นผล จนสุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ และกลับสู่โลกแห่งความจริงเพื่อหาทางแก้ไขปัญหากันต่อ

เนลล์ได้ตรวจเช็คข้อมูลการรักษาของจอห์นนี่และก็พบถึงความผิดปกติบางอย่าง เกี่ยวกับวัยเด็กของเขา เนื่องจากในบันทึกได้ระบุว่าจอห์นนี่เคยได้รับ เบต้า บล็อกเกอส์ (Beta Blocker) จนเกินขนาด ทั้งที่เขาไม่เคยมีอาการเกี่ยวกับโรคหัวใจ

เบต้า บล็อกเกอร์ เป็นยาที่ใช้สำหรับกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจหรือความดันโลหิตสูง ทำให้ชีพจรเต้นช้าลง และความดันลดลงซึ่งผลข้างเคียงจากการได้รับยาเกินขนาด ในกรณีของจอห์นนี่ อาจจะส่งผลให้ความทรงจำเลอะเลือนและอาจถึงขั้นความจำเสื่อม ซึ่งนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่พวกเขาไม่สามารถเข้าไปยังความทรงจำที่ลึกกว่านี้ได้ แต่ถ้าหากหาของบางอย่างที่จะมากระตุ้นความทรงจำในอดีตของจอห์นนี่ได้ล่ะก็ อาจจะช่วยให้พวกเขาเข้าไปต่อยังจุดที่ความทรงจำขาดช่วงนั้นได้

ปัญหาคือจะทำอย่างไรให้จอห์นนี่ที่นอนไม่ได้สติอยู่ สามารถรับรู้ถึงของที่จะกระตุ้นความทรงจำของเขาได้ และในตอนนั้นเอง เนลล์ก็คิดขึ้นมาว่า นอกเหนือจากการใช้วัตถุแล้ว ก็ยังมีวิธีการใช้กลิ่นเพื่อกระตุ้นความทรงจำได้ และกลิ่นที่มีผลกับจอห์นนี่ที่สุดก็คงจะเป็นกลิ่นของซากสัตว์ที่ถูกรถชนนั่นเอง เพราะเขาเคยได้กลิ่นนั้นมาหลายครั้งแล้วระหว่างที่อยู่ในความทรงจำของจอห์นนี่ เช่นซากของกระต่ายในวันแต่งงานของเขาเป็นต้น

แล้วจะไปหาซากแบบนั้นมาจากไหนในเวลาแบบนี้? ใช่แล้ว... ก็ซากแมวที่เนลล์ขับชนมันตั้งแต่มาถึงที่บ้านแห่งนี้นั่นเอง เมื่อเริ่มมองเห็นหนทางความเป็นไปได้ ทั้งคู่ก็เริ่มดำเนินการตามแผนต่อทันที ในขณะที่ชีวิตของจอห์นนี่ก็ใกล้จะดับลงทุกขณะ

ทั้งคู่ดำดิ่งสู่ห้วงแห่งความทรงจำสุดท้ายที่ขาดหายอีกครั้ง จากนั้นก็ส่งสัญญาณสู่โลกภายนอก เพื่อให้แพทย์เจ้าของไข้กระตุ้นความทรงจำของเขาด้วยกลิ่น และมันก็ได้ผล ความทรงจำที่เคยเป็นพื้นที่ว่างเปล่ากลับกลายเป็นภาพที่ชัดเจนขึ้นแม้ว่าจะมีบางส่วนที่รวนอยู่บ้าง

เอวากับเนลล์มาอยู่ที่สวนในบ้านหลังหนึ่ง พวกเขาเห็นจอห์นนี่ในวัยเด็กกำลังเล่นฟุตบอลอยู่ริมฟุตบาท แม่ของจอห์นนี่กำลังคุยกับเพื่อนบ้านอย่างติดลม เป็นภาพความทรงจำที่ดูปกติและสงบสุขเกินคาดจนไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นสิ่งที่สร้างผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรงให้กับจอห์นนี่

ทันใดนั้นก็เกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อแม่ของจอห์นนี่ได้ถอยรถออกจากบ้านและเผลอชนกับจอห์นนี่ที่วิ่งเล่นอยู่ท้ายรถเข้าอย่างแรงจนแน่นิ่งไป แม่ของเขารีบลงมาจากรถ เธอช๊อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนพูดอะไรไม่ออก และจู่ๆ ก็มีเด็กชายคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนกันกับจอห์นนี่ทุกกระเบียดนิ้ว วิ่งเข้ามาหาพร้อมกับตะโกนเรียกชื่อของเด็กคนนั้นว่า “โจอี้”

เมื่อได้ยินชื่อนั้น เอวากับเนลล์จึงเข้าใจเหตุการณ์ทุกอย่างในทันที “โจอี้” คือพี่ชายฝาแฝดของ “จอห์นนี่” ที่เสียชีวิตไปจากเหตุการณ์ในครั้งนี้นั่นเอง และเป็นเหตุผลที่ทำให้จอห์นนี่ได้รับเบต้า บล็อกเกอร์เข้าไปเป็นจำนวนมากจนทำให้เขาลืมทุกอย่างแม้กระทั่งเรื่องที่ตัวเองเคยมีพี่ชายฝาแฝด

ส่วนแม่ของจอห์นนี่ที่ช๊อคกับเหตุการณ์ครั้งนี้จนแทบจะเสียสติ ก็ปิดกั้นจิตใจตัวเองว่าเคยมีลูกชายอีกคนหนึ่ง และเรียกจอห์นนี่ว่าโจอี้มาตลอดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งจอห์นนี่ก็เชื่อสนิทใจว่าชื่อโจอี้ที่แม่ตัวเองเรียกมาตลอดนั้นมีที่มาจากปู่ของตัวเอง...

เป็นเรื่องน่าเศร้าสลด แต่ทั้งคู่ก็ไม่มีเวลานานนัก ร่างไร้วิญญาณของโจอี้คือเงื่อนงำชิ้นสำคัญ ที่จะพาพวกเขาไปสู่ปริศนาสุดท้ายของจอห์นนี่

เมื่อย้อนมาถึงจุดสุดท้ายของความทรงจำ เอวากับเนลล์ก็มาอยู่กลางงานเทศกาลประจำปีของเมือง ที่นั่นพวกเขาได้พบกับโจอี้และจอห์นนี่ที่เล่นเกมตีตัวตุ่นอยู่ ดูเหมือนว่าโจอี้จะชนะและได้รางวัลเป็นรถไฟ แต่จอห์นนี่กลับได้รางวัลเป็นตุ๊กตาตัวตุ่นหน้าตาน่าเกลียด ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยพอใจเพราะอยากได้รถไฟมากกว่า หลังจากนั้นจอห์นนี่ก็ได้ปลีกตัวออกจากครอบครัว และปีนขึ้นไปยังจุดสูงสุดของภูเขาเพื่อนั่งดูดาวอยู่คนเดียว

จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลัง เมื่อจอห์นนี่หันกลับไป ก็พบกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อน เธอดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจที่จอห์นนี่ได้มาแย่งที่ประจำของเธอไป แต่เมื่อจอห์นนี่ชวนให้มานั่งดูดาวด้วยกัน เธอก็ไม่ได้ปฏิเสธคำชวนของเขา

“เธอบอกว่าที่นี่คือที่ประจำของเธอใช่มั๊ย?”

“ก็แค่ช่วงงานเทศกาลน่ะ”

“ไม่ชอบคนพลุกพล่านสินะ... ฉันเองก็เหมือนกัน”

 จากนั้นจอห์นนี่ได้ถามชื่อของเธอ แต่เธอไม่ยอมบอกเพราะเหตุผลที่เพื่อนๆ ชอบล้อว่าชื่อของเธอทำให้รู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ จอห์นนี่จึงบอกว่าชื่อของเขาแย่ยิ่งกว่าเสียอีก เพราะเป็นชื่อที่สุดแสนจะโหล ใครๆ บนโลกก็ชื่อจอห์นนี่ทั้งนั้น

“คนอินเดียก็ด้วยเหรอ?”

“ก็คงงั้น”

แต่ว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นกลับบอกจอห์นนี่ว่าถึงชื่อจะโหล ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องแย่ตรงไหน มันก็เหมือนกับดวงดาวมากมายบนท้องฟ้าที่แม้จะมาจากที่เดียวกัน แต่ก็ใช่ว่าความสวยงามของมันจะลดน้อยลง

จากนั้นเด็กผู้หญิงก็ถามจอห์นนี่ว่าเขาสามารถมองเห็นกระต่ายอีสเตอร์จากดวงดาวบนท้องฟ้าเหล่านั้นได้หรือไม่ จอห์นนี่บอกว่าเขาไม่เคยทำมาก่อนเหมือนกัน แต่ก็จะลองดู แต่ทันทีที่นับหนึ่งถึงสาม เธอก็บอกว่าเธอมองเห็นมันแล้ว

“อยู่ไหนอ่ะ?”

 “บนท้องฟ้านั่นไง”

 “แล้วมันตรงไหนของท้องฟ้าล่ะ?”

 “ลองจินตนาการให้กว้างเข้าไว้สิ… เอาให้กว้างยิ่งกว่าสิ่งใด”

 “เดี๋ยวก่อนนะ! ฉันมองเห็นแล้ว!”

 “ไหนลองบอกซิว่าเธอเห็นอะไร”

 “นั่นไง มีหูสองข้าง แล้วก็มีหัว”

 “แล้วมีอะไรอีก?”

 “แล้วก็มีขาอีกสองข้าง!”

 “ใช่.. แล้วมีอะไรอีก?”

“แล้วก็ดวงจันทร์นั่นไง! ดวงจันทร์เป็นส่วนท้องของกระต่าย”

………………….. 

หลังจากนั้น เด็กผู้หญิงคนนั้นก็เล่าความเชื่อบางอย่างของตัวเองให้จอห์นนี่ได้ฟัง เธอบอกว่าแสงของดวงดาวนับล้านบนท้องฟ้าก็เปรียบเสมือนแสงของประภาคาร พวกเขามองเห็นซึ่งกันและกัน และต้องการจะพูดคุยกัน แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะอยู่ห่างกันเกินไป สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงส่องแสงหากันและส่องแสงมาที่ตัวเธอ

“ทำไมถึงเป็นเธอล่ะ?”

“ก็เพราะว่าซักวันหนึ่ง ฉันจะได้ไปอยู่เป็นเพื่อนกับพวกเขาเหล่านั้นน่ะสิ…”

 หลังจากเล่าจบ เด็กผู้หญิงก็ถามว่าถุงที่วางอยู่ที่พื้นคืออะไร? จอห์นนี่บอกว่าเป็นของรางวัลที่ได้จากเกมตีตัวตุ่น เธอบอกว่าเธอก็ลองพยายามเล่นแล้วเหมือนกันแต่เพราะว่าเงอะงะเชื่องช้าเกินไป ก็เลยไม่ได้รางวัลอะไรเลย จอห์นนี่จึงหยิบตุ๊กตาตัวตุ่นปากเป็ดออกมาจากถุงและมอบให้กับเด็กผู้หญิงคนนั้น เพราะเดิมทีเขาก็ไม่ได้ชอบมันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ในตอนนั้นเอง จอห์นนี่ก็ได้ยินเสียงของแม่ที่กำลังตะโกนเรียกหาเขา ได้เวลาที่ต้องลาจากกันแล้ว

“ปีหน้าเธอจะมาที่นี่อีกมั๊ย?”

“แน่นอน! แล้วเธอล่ะ?”

“มาสิ”

“ที่เดิม เวลาเดิมนะ?”

“เข้าใจแล้ว”

“แล้วถ้าหากว่าเธอลืม หรือหลงทางล่ะ?”

“ถ้าอย่างนั้น เราก็ไปเจอกันบนดวงจันทร์ได้ไม่ใช่เหรอ! ยัยเซ่อ”

“บนท้องของกระต่ายนั่นไง!”

…………………..

 

หลังจากจอห์นนี่เดินจากไป เอวากับเนลล์ก็สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวทุกอย่างเข้าด้วยกันได้ซักที

เด็กผู้หญิงคนนั้นก็คือริเวอร์นั่นเอง อันที่จริงเธอเคยพบกับจอห์นนี่มาก่อนแล้วตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และเพราะความทรงจำอันเป็นเลิศของเธอ ทำให้ยังจำจอห์นนี่ได้แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

แต่ว่าจอห์นนี่ไม่สามารถจำคำสัญญาในคืนวันนั้นได้อีกแล้วเพราะผลข้างเคียงจากเบต้า บล็อกเกอร์ ในครั้งแรกที่จอห์นนี่เข้ามาทักทายเธอตอนช่วงมัธยม เธอเองก็ดีใจมาก แต่หลังจากนั้นริเวอร์ก็เริ่มรู้ว่าจอห์นนี่ได้ลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมดสิ้น

ริเวอร์พยายามกระตุ้นความทรงจำในอดีตของจอห์นนี่มาตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน ทั้งการพยายามพับกระดาษเป็นตัวกระต่ายสีเหลืองจำนวนมาก การที่เธอตัดผมตัวเองให้สั้นลงเพื่อให้เขาจำภาพเธอในตอนเด็กได้ ชุดแต่งงานสีเหลืองกับสีฟ้าอ่อน ตุ๊กตาตุ่นปากเป็ด การพูดถึงเรื่องประภาคารอยู่เรื่อยๆ รวมถึงการตั้งคำถามย้ำๆ เหมือนในคืนวันนั้น ทั้งหมดก็เพื่อหวังว่าจอห์นนี่จะจำเธอได้ แต่สุดท้ายเขาก็ยังคงจำเธอไม่ได้ จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต...

 

ตอนนี้ก็ได้เวลาที่เอวาจะต้องทำตามความต้องการของลูกค้าเสียที นั่นคือการพาจอห์นนี่ไปยังดวงจันทร์ให้ได้ แม้ว่าการทำเช่นนั้นได้ จะต้องเริ่มจากการนำริเวอร์ออกไปจากชีวิตของจอห์นนี่เสียก่อน แน่นอนว่าเนลล์ไม่เห็นด้วย เพราะเห็นได้ชัดว่าความปรารถนาที่แท้จริงของจอห์นนี่ไม่ใช่การไปดวงจันทร์ แต่เป็นการได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับริเวอร์อย่างมีความสุขต่างหาก

แต่เอวายังยืนกรานว่ายังไงก็ต้องทำตามที่สัญญากับลูกค้าเอาไว้ เพราะนี่คืองานและเธอก็เป็นผู้เชี่ยวชาญที่จะไม่ปล่อยให้อารมณ์มาครอบงำหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย หลังจากนั้นเอวาก็มุ่งสู่ความทรงจำตอนที่จอห์นนี่เข้าไปจีบริเวอร์ครั้งแรก เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นโดยขอให้เนลล์เชื่อใจในตัวเธอ แม้ว่าเนลล์จะพยายามเข้าขัดขวาง แต่ก็ถูกวางกับดักขวางทางเอาไว้เพื่อถ่วงเวลา จนในที่สุดภารกิจของเธอก็ลุล่วงลงจนได้

ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ริเวอร์ค่อยๆ หายไปจากความทรงจำเดิมของจอห์นนี่ และถูกแทนที่ด้วยความทรงจำใหม่ที่ฝังเอาไว้ในความคิดของเขาตั้งแต่เด็ก ทำให้จอห์นนี่เลือกที่จะเป็นนักบินอวกาศ ในความทรงจำใหม่นี้ โจอี้พี่ชายของเขายังคงมีชีวิตอยู่ โจอี้ได้เป็นนักเขียนชื่อดังอย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่เด็ก ในขณะที่จอห์นนี่เองก็ได้ถูกคัดเลือกจากนาซ่าให้เข้ารับการฝึกเป็นนักบินอวกาศอย่างที่ตั้งใจไว้...

เอวากับเนลล์ได้ติดตามชีวิตของจอห์นนี่เพื่อดูผลลัพธ์ของพวกเขา ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามความตั้งใจเดิมของจอห์นนี่แล้ว แม้ว่าเนลล์เองจะไม่รู้สึกชอบใจนัก แต่ก็ต้องยอมรับมัน ทว่า... เอวาเองกำลังรออะไรบางอย่างอยู่...

การเข้ารายงานตัวครั้งแรกที่สำนักงานใหญ่นาซ่า จอห์นนี่ได้เดินชมห้องปฏิบัติการต่างๆ ในขณะที่กำลังแนะนำตัวกับผู้ร่วมงานคนอื่นๆ ก็ยังมีนักบินอวกาศอีกคนที่ผ่านการทดสอบและเพิ่งเดินทางมาถึง ประตูห้องเปิดออก และคนที่เดินเข้ามานั้นก็คือริเวอร์นั่นเอง... เนลล์แปลกใจว่าทำไมเธอถึงยังมีตัวตนอยู่ เอวาจึงแถลงไขให้ฟังว่าสิ่งที่เธอทำไปนั้นไม่ใช่การ “ลบ” ตัวตนของริเวอร์ แต่เป็นการ “ย้าย” เธอไปอยู่ในจุดอื่น เพื่อให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปต่างหาก ว่ากันตามตรง... เอวาเองก็ไม่ค่อยมั่นใจเหมือนกันว่าการกระทำของเธอ จะทำให้จอห์นนี่กับริเวอร์ได้มีโอกาสมาพบกันหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่าคำสัญญาที่เขาเคยให้ไว้กับเธอวันนั้น จะมีพลังอันยิ่งใหญ่เกินกว่าอำนาจของการเปลี่ยนแปลงอนาคตและทำให้โชคชะตาของทั้งสองมาบรรจบกันอีกครั้ง

ในที่สุดวันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง วันที่กระสวยอวกาศจะถูกปล่อยจากพื้นโลกเพื่อไปสู่ดวงจันทร์ เนลล์ได้ใช้เครื่องมือของเขา เชิญนายแพทย์เจ้าของไข้กับแม่บ้านลิลลี่ มาเป็นสักขีพยานกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญนี้ด้วย

ในที่สุดกระสวยอวกาศก็ได้ถูกปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับเสียงสัญญาณชีพของจอห์นนี่ที่ใกล้หมดลงทุกขณะ จอห์นนี่รู้สึกกลัว แต่ริเวอร์ก็ยื่นมือของเธอมาให้เขา ทั้งสองคนจับมือกัน และมุ่งสู่ดวงจันทร์จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต....

…………………..

 

**เกร็ดเพิ่มเติม**

 - แม้ว่าจอห์นนี่จะไม่สามารถจำเรื่องราววัยเด็กของริเวอร์ได้เลย แต่สิ่งหนึ่งที่เขากลับจำได้และเล่าออกมาให้เอวาฟังโดยไม่รู้ตัว นั่นคือเรื่องที่ริเวอร์ไม่ชอบชื่อของเธอนั่นเอง

- สุดท้าย จอห์นนี่ก็ทำพินัยกรรมมอบบ้านหลังนั้นให้กับลิลลี่และลูกๆ ของเธอ สุสานของเขาตั้งอยู่เคียงข้างสุสานของริเวอร์ ใกล้กับอาเนียตลอดไป...

 

…………………..